7 ขั้นตอน การตลาดออนไลน์ สำหรับมือใหม่

7 ขั้นตอน การตลาดออนไลน์ สำหรับมือใหม่

7 ขั้นตอน การตลาดออนไลน์ สำหรับมือใหม่

การตลาดออนไลน์ ไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอด เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนและ

เส้นทางการซื้อได้มุ่งเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งสินค้าขนาดใหญ่ที่มีราคาสูง

อย่างรถหรือบ้านก็ยังเกิดกระบวนการในการตัดสินใจซื้อจากออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นการ

ทำการตลาดออนไลน์จึงเป็นสิ่งจำเป็นและรอไม่ได้อีกต่อไป ในยุคที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง

ของการตลาดดิจิทัลทำให้เห็นข้อหนึ่งว่า จริงๆ แล้วการแข่งขันไม่ใช่การแข่งกับคู่แข่งทาง

ธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งกับตัวเอง และการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

มากกว่า อย่างไรก็ตาม การการตลาดออนไลน์ ยังมีความคล้ายการทำตลาดแบบดั้งเดิมอยู่

บ้าง แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ ลักษณะทางกายภาพ ขั้นตอน และกลุ่มเป้าหมาย ดัง

นั้นเราขอนำเสนอ 7 ขั้นตอนการทำ การตลาดออนไลน์ เพื่อเป็นไกด์ไลน์สำหรับมือใหม่ที่

กำลังจะลงสู่สนาม ให้มีหลักให้จับเพื่อให้การทำ การตลาดออนไลน์ ประสบความสำเร็จได้

ง่ายขึ้น

 

 

1.ทำ Market Research

 

 

หรือต้องเข้าใจตลาด เข้าใจลูกค้า เข้าใจคู่แข่ง ว่าลูกค้าและคู่แข่งของเราคือใคร ซึ่งเป็นขั้น

ตอนที่สำคัญที่สุดในการทำการตลาด เราต้องมองหา Winning Zone หรือจุดที่เราจะชนะ

จุดที่เราต่างจากคู่แข่งและเป็นจุดที่ลูกค้าต้องการ หลายแบรนด์พลาดจุดนี้คือนำเสนอจุดขาย

ที่ลูกค้าไม่ต้องการ อาจเป็นจุดขายที่เรามีและเราเก่งแต่ลูกค้าไม่ได้อยากได้ หรือเป็นจุดที่ทั้ง

เราและคู่แข่งมีและทำแข่งกันด้วยซ้ำแต่ลูกค้าไม่ได้อยากได้ อีกจุดที่มักพลาดคือเห็นคู่แข่ง

เคลมอะไร คู่แข่งนำเสนออะไรแล้วรู้สึกว่าต้องทำบ้าง ซึ่งในความเป็นจริงสินค้าบางอย่างไม่

จำเป็นต้องขายในมุมมองเดียวกันก็ได้ ลูกค้าคนละคนอาจมีต้องการต่างกัน ลูกค้ากลุ่มเป้า

หมายเปลี่ยนทุกอย่างจะเปลี่ยนไป ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องนำเสนอจุดขายที่จริงๆ เราไม่มีแต่

พยายามบอกว่ามี Winning Zone ของลูกค้าแต่ละคนแต่ละกลุ่มจะต่างกันซึ่งเราต้องทำการ

ศึกษาเพื่อหาให้เจอ

 

2. ทำความเข้าใจลูกค้าให้ลึกขึ้น

 

 

โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเลือกว่าจะเจาะลูกค้ากลุ่มไหน คือ มองว่าทั้งโลกของสินค้าตัวนี้

ว่ามีกลุ่มลูกค้ากี่กลุ่ม โดยอาจแบ่งจากช่วงอายุ, โลเคชั่น, ไลฟ์สไตล์ และโอกาสในการซื้อ

บางครั้งสินค้าบางอย่างอาจมีกลุ่มลูกค้าเป็นสิบๆ กลุ่ม แต่เนื่องจากข้อจำกัดของทั้งแรงงาน

เวลาและงบประมาณเราอาจแบ่งลูกค้าออกเป็นแค่ 3 กลุ่มว่าคือลูกค้าที่เราต้องการมากที่สุด

และสามารถปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นขั้นตอนนี้อาจเป็นไปได้ว่าจากลูกค้าที่

มีเป็นสิบๆ กลุ่มเราจะเลือกใคร โดยดูจาก Winning Zone ที่เลือกมาแล้วว่าเราจะเข้าถึง

กลุ่มไหนได้ดีที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าปัญหาของลูกค้าคืออะไร สิ่งที่เขาต้องการคืออะไร สิ่งที่เขา

ไม่ต้องการคืออะไร ซึ่งคำว่าไม่ต้องการหลายคนอาจมองข้ามแต่จริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่น่าสนใจ

เช่น เมื่อนำเสนอสินค้าบางอย่างที่ลูกค้าต้องการ คุณสมบัติต่างๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาให้เขา

แล้วต่อมานำเสนอคุณสมบัติบางอย่างที่เขาไม่ต้องการเพิ่มขึ้นมา ทำให้ลูกค้าอาจมีความ

รู้สึกว่ามากไป เพราะเป็นการสร้างดีมานส่วนเกิน ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้าตัวนี้มีคุณสมบัติ

เกินสิ่งที่เขาอยากได้และมีราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็น ถ้าเรารู้ว่าเขาไม่ต้องการอะไรบางครั้ง

ไม่ต้องบอกคุณสมบัติทุกอย่างของสินค้าก็ได้ บอกเฉพาะจุดที่เขาอยากได้ บอกข้อดีข้อเสีย

เงื่อนไขที่เขาต้องรู้ทั้งหมดพอ

 

3. เลือกช่องทางในการโปรโมท

 

 

เลือกว่าจะโปรโมทสินค้าที่ไหน โดยดูจาก Customer Journey หรือเส้นทางการเดินทาง

ของลูกค้า โดยเข้าไปดักให้ได้ว่าเราจะเข้าไปเจาะใจเขาได้ที่ตรงไหน จะใช้ Facebook

,Line official account, Instagram, Twitter หรือช่องทางไหน โดยเลือกจากช่องทางที่

ลูกค้าอยู่เป็นหลัก

 

4. สร้างคอนเทนต์

 

เมื่อรู้ความต้องการของลูกค้าและรู้แล้วว่าจะไปช่องทางไหนก็ถึงเวลาออกแบบคอนเทนต์ ว่า

จะใช้คอนเทนต์แบบไหนสำหรับใช้ในช่องทางใด เจาะลูกค้ากลุ่มไหน ปัญหาของลูกค้าคือ

อะไร แล้วจึงทำคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ให้ลูกค้าเข้ามาเสพ ติดตามค้นหาเราเจอและดู

ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้ผ่านโลกออนไลน์

ลงโฆษณา

 

ในกระบวนการในการลงโฆษณาก็จะมีเรื่องที่ต้องคิดว่า จะลงอย่างไรและต้องวัดผลด้วยวิธี

ไหน จะเลือกวัตถุประสงค์อะไรในการลงโฆษณา เลือกกลุ่มเป้าหมายแบบไหน มีงบประมาณ

เท่าไหร่ ระยะเวลาในการโฆษณา

 

6. วัดผล

 

หลังจากทำแคมเปญลงโฆษณา ต้องมีการวัดจะวัดผลด้วยวิธีไหน ต้องวัดอะไรบ้าง ใช้เงินไป

เท่าไหร่ คุ้มค่าหรือไม่ โฆษณาตัวนี้ต้องวัดผลคนทัก วัดผลจากยอดขาย วัดผลจากคนกดไลค์

วัดผลจากคนเห็น วัดผลคนแชร์ซึ่งแต่ละวัตถุประสงค์จะมีวิธีการวัดผลไม่เหมือนกัน

 

7.เก็บ Key Learning

 

หลังจากทำแคมเปญเสร็จถ้ามีการวางแผนมาตั้งแต่แรกจะสามารถสรุปผลภายได้ในหนึ่ง

สัปดาห์ หรือภายใน 1 เดือน ว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำทุกขั้นตอนนี้จะเอาไปทำอะไรต่อได้

อีก เพราะว่าการทำการตลาดก็คือการทดลอง Marketing is test ไม่ได้แปลว่าทำวันนี้แล้ว

พรุ่งนี้จะมียอด ถ้าวันนี้ไม่มียอดพรุ่งนี้จะทำอย่างไรต่อ ต้องมีการทดลองทำจริง ต้องมีการลง

ไปเล่นในสนาม นำสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ไปปรับปรุงในการทำครั้งต่อไป ทดลองไปเรื่อยๆ

 

ทั้งหมดเป็นขั้นตอนพื้นฐานในการทำการตลาดออนไลน์ที่มือใหม่สามารถใช้ยึดเป็นแนวทาง

ในการเริ่มทำธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตามท่องเอาไว้ว่า การตลาดคือการทดลองไม่มีสูตรสำเร็จ

ตายตัวสำหรับทุกคน ต้องเริ่มลงมือทำและค่อยๆ ปรับไปจนเจอสูตรที่ใช่สำหรับกลุ่มเป้า

หมายแต่ละกลุ่ม

 

และวันนี้เรายังมี แนวทางสร้างยอดขายด้วย Data-Driven Marketing

หลายคนคงทราบดีว่ายุคนี้ เป็นยุคแห่งข้อมูล เพราะการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านช่องทาง

ออนไลน์ เรียกได้ว่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนไม่มากก็น้อย ช่องทาง

ออนไลน์จึงกลายเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ ที่เก็บบันทึกพฤติกรรมของผู้ซื้อ ตั้งแต่ข้อมูลพื้น

ฐาน ความสนใจ ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต ล้วนถูกบันทึกไว้ไม่ว่าจะอยู่ในช่องทางไหน

ข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ให้ธุรกิจในการนำไปต่อยอดเพื่อทำการตลาดออนไลน์ทั้งสิ้น

เพราะหากเราสามารถเข้าใจและรับรู้ตัวตนของกลุ่มเป้าหมาย นั่นหมายความว่าเราสามารถ

นำเสนอสิ่งที่ตรงใจพวกเขา และมีโอกาสสร้างฐานลูกค้าประจำในอนาคตได้ สำหรับธุรกิจ

ในทุกวันนี้ ที่ต่างมีช่องทางของตัวเองอยู่บนโลกออนไลน์ การมีข้อมูลของลูกค้าจึงเป็นเรื่อง

สำคัญ

 

“ข้อมูลเปรียบเสมือนทรัพย์สินที่มีมูลค่า สามารถนำมาใช้เพื่อสร้างรายได้มหาศาลแก่ธุรกิจ”

เราจึงสังเกตได้ว่า หลาย ๆ ครั้งแคมเปญต่าง ๆ มักจะยื่นข้อเสนอเพื่อแลกกับข้อมูลทั่ว ๆ ไป

ของเรา นอกจากข้อมูลจากการลงทะเบียน การกรอกแบบฟอร์ม หรือพฤติกรรมการกดลิงก์

ต่าง ๆ แล้วข้อมูลพฤติกรรมพื้นฐานบนโซเชียลมีเดีย อย่าง Facebook, Instagram, Twitter

รวมถึง Search Engine ก็มีการบันทึกข้อมูลพื้นฐาน พฤติกรรมการใช้งาน ความชอบต่างๆ

เอาไว้ด้วยเช่นกัน

 

ถึงตรงนี้คงจะเกิดคำถามแล้วว่า ข้อมูลที่มากมายมหาศาลเหล่านั้น จริง ๆ แล้วธุรกิจสามารถ

นำไปใช้ประโยชน์ในด้านใดได้บ้างบทความนี้จึงรวบรวมแนวทางการนำ “Data” ที่มี ไปใช้

กับการทำตลาดออนไลน์ หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า “Data-Driven Marketing” ค่ะ

Data-Driven Marketing คืออะไร ?  ก่อนจะเริ่มดูแนวทางการใช้ เรามาทำความเข้าใจ

เกี่ยวกับ Data-Driven Marketing กันก่อนนะคะ โดย Data-Driven Marketing หรือ

การ ตลาดที่มีข้อมูลเป็นสิ่งขับเคลื่อน คือ การทำการตลาดที่อิงตามการวิเคราะห์ข้อมูลที่เรา

เก็บ มาไว้ เพื่อเป็นแนวทางในการวางกลยุทธ์ให้มีประสิทธิภาพ และ ตอบโจทย์นั่นเองค่ะ

โดย แนวทางการทำ Data-Driven Marketing จะเป็นอย่างไรนั้นมาดูพร้อม ๆ กันได้เลย

 

1. Data-Driven Marketing กับการใช้กำหนดกลุ่มเป้าหมายการทำโฆษณา

อย่างที่รู้กันค่ะว่า ช่วงเวลาความสนใจของคน ต่อสิ่งต่าง ๆ บนโลกออนไลน์นั้นสั้นลงทุกที

พูดง่าย ๆ ก็คือ คุณมีเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ที่คนจะเห็นโฆษณาแล้วตัดสินใจว่าจะดูต่อ

หรือไม่ การยิงโฆษณาทั้ง Facebook Ads และ Google Ads ไปยังกลุ่มคนที่ไม่สนใจจึงไม่

สร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจสักเท่าไหร่ ดังนั้นแล้ว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่การตลาดจะต้องถูก

กำหนดเป้าหมายไปยังผู้ชมที่ต้องการสินค้าและบริการนั้นจริง ๆ สอดคล้องกับ Facebook,

Google และ Instagram ที่มักจะแนะนำคอนเทนต์ต่าง ๆ ให้ผู้ใช้งานตามประเภท หรือ

เนื้อหาของคอนเทนต์ที่เคยรับชมมาก่อน ซึ่งการทำ Data-Driven Marketing กับข้อมูล

พฤติกรรมลูกค้าเหล่านี้นี่เอง ที่ช่วยเหลือ และเอื้ออำนวยประโยชน์ให้การกำหนดกลุ่มเป้า

หมายของโฆษณา เข้าถึงคนที่ใช่สำหรับธุรกิจมากที่สุดค่ะ

ยิ่งเรามีฐานข้อมูลมากเท่าไหร่ เราก็จะสามารถคัดคนที่ “ไม่ใช่” ออกไป และทำโฆษณาไปยังคนที่ “ใช่” ได้มากขึ้น

2. Data-Driven Marketing เพื่อความเข้าใจขั้นตอนการตัดสินใจของลูกค้า

ผู้บริโภคยุคใหม่คุ้นเคยกับการใช้สื่อดิจิทัล และแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ในการค้นหาเพื่อ

ช่วยในการตัดสินใจ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ธุรกิจต่าง ๆ จะต้องเข้าใจขั้นตอนการเดินทาง ก่อน

การตัดสินใจซื้อของลูกค้าอย่างถ่องแท้ ตั้งแต่ขั้นตอน และเหตุผลของการซื้อ ไปจนถึงซื้อเมื่อ

ไหร่ในราคาเท่าใด การทำ Data-Driven Marketing กับข้อมูลขั้นตอนในการตัดสินใจของ

ลูกค้านี้ จะช่วยให้คุณทำการตลาดได้เหมาะสมกับแต่ละช่องทางมากขึ้น และมีโอกาสจะเพิ่ม

ยอดขายที่มากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น ฐานข้อมูลของธุรกิจ A มี Journey ที่หาข้อมูลและตัดสิน

ใจซื้อผ่าน Facebook เป็นหลัก ส่วนธุรกิจ B มี Journey ในการหาข้อมูลและตัดสินใจซื้อ

ผ่าน Google เป็นหลัก ด้วย Data-Driven Marketing เราจึงสามารถบอกได้ว่าทั้งสองธุรกิจ

นี้จะมีกลยุทธ์การตลาดที่ให้ความสำคัญกับช่องทางที่ต่างกัน เป็นต้น เรียกได้ว่า Data-

Driven Marketing  มีส่วนช่วยให้ทำการตลาดได้ตรงจุดมากขึ้นนั่นเองค่ะ

3. Data-Driven Marketing เพื่อนำมาใช้ออกแบบคอนเทนต์ และการขาย

การทำคอนเทนต์สิ่งที่จำเป็นต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ซึ่ง Data-Driven

Marketing จะทำให้เรารู้ว่าลูกค้ามีความต้องการแบบไหน ซึ่งเราสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มา

ใช้เป็นแนวทางในการเลือกหัวข้อ และ คีย์เวิร์ดได้นั่นเอง และนอกจากจะทำให้ตอบโจทย์

ลูกค้าแล้ว การใช้ Data-Driven Marketing ยังสามารถทำให้เรารู้ได้ว่าควรเน้นไปที่คอน

เทนต์หัวข้อไหนด้วย เพื่อให้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ซึ่ง Data-Driven Marketing จะทำให้เรา

รู้ว่าควรลงทุนไปกับอะไร จึงจะทำให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจของเราได้ในระยะยาว  ในด้าน

การขายก็เช่นกัน ยิ่งเรามีฐานข้อมูลของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเพื่อมาทำ Data-Driven

Marketing มากเท่าไหร่ เราก็ย่อมรู้ว่า เรื่องใดที่กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้จะสนใจ โทนเสียง

แบบไหนที่จะเหมาะ ดังนั้นถ้าเราสื่อสารตรงกับสิ่งที่พวกเขาต้องการได้จริงๆ ยอดขายถล่ม

ทลาย ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ

ถ้าเราไม่มี DATA เราจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่า จะเขียนคอนเทนต์เรื่องอะไร ลักษณะไหน ให้กลุ่มเป้าหมายอยากซื้อได้

4. Data-Driven Marketing เพื่อการสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล

ลองนึกถึงสถานการณ์ที่เราเป็นลูกค้า เราคงจะรู้สึกดีมาก ๆ ถ้าได้เข้าไปในแอปพลิเคชัน

เว็บไซต์ หรือช่องทางใดๆก็ตามที่เข้าใจความต้องการของเรา และนำเสนอที่เหมาะสมหรือ

อยู่ในความสนใจกับเราโดยเฉพาะ ซึ่งการทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคลนี้เรียกว่า

“Personalized Marketing” “Personalized Marketing” คือการทำการตลาดดิจิทัล ที่นำ

เสนอสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ให้ตรงจุดกับความต้อการของผู้บริโภคแต่ละคนมากที่สุด โดย

ไม่ต้องไปเสียเวลาในการเสนอสินค้าชนิดเดียวกันให้กับทุกคน แต่จะเน้นการเจาะจงไปที่

กลุ่มหรือบุคคลที่เหมาะกับสินค้าหรือบริการของเรามากที่สุด ซึ่งกลยุทธ์แบบนี้ยังทำให้

ลูกค้ารู้สึกถึงความสัมพันธ์ของแบรนด์ที่มีต่อลูกค้าอีกด้วย

 

ถ้าทำการตลาดแบบออฟไลน์ คงจะเป็นเรื่องง่ายกว่าที่จะทำการตลาดเฉพาะบุคคล เพราะ

เป็นสถานการณ์ที่เราสามารถสื่อสารกันต่อหน้า สามารถคาดเดาความรู้สึก บุคลิกภาพเวลา

สนทนา เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการให้เหมาะกับคน ๆ ได้ แต่สำหรับการตลาดออนไลน์จะ

เป็นเรื่องยากทันที ถ้าเราไม่มีข้อมูลในระบบ ดังนั้น ฐานข้อมูลพฤติกรรมและการทำ Data-

Driven Marketing จึงเป็นหัวใจสำคัญของการทำ “Personalized Marketing” และกำลัง

เป็นที่นิยมในการนำมาใช้ทำการตลาดออนไลน์ในยุคนี้มาก ๆ ค่ะ

 

ตัวอย่างการทำ Personalized Marketing ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้น Netflix ธุรกิจ

ให้บริการสตรีมมิ่งวิดิโอออนไลน์ ที่ใช้การเก็บข้อมูล และ วิเคราะห์ ตามหลัก Data-Driven

Marketing เพื่อนำเสนอภาพยนตร์ และซีรี่ย์ที่ตรงกับความต้องการ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของ

รายการภาพยนตร์ แต่ยังรวมไปถึงรูปแบบหน้าปกที่แสดง ก็ใช้นำเสนอแตกต่างกันไปตาม

แต่ละบุคคลด้วย

อีกหนึ่งตัวอย่างการทำ “Personalized Marketing” เป็นของเว็บไซต์ Amazon เกี่ยวกับ

การออกแบบ Landing Page ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล หากสังเกตดูจะเห็นว่า เว็บไซต์มีการ

เก็บข้อมูลผู้ใช้ เพื่อนำมาทำ Data-Driven Marketing แล้วนำเสนอสินค้าในหมวดหมู่ที่

สนใจไว้ในหน้าแรกของเว็บไซต์เลย Landing Page ในรูปจึงนำเสนอสินค้าเกี่ยวกับ IT หรือ

สินค้าสำหรับสายนักเล่นเกมส์ ซึ่งเป็นสินค้าที่เคยค้นหาในเว็บไซต์มาก่อนหน้านี้ เพื่อกระตุ้น

ให้เกิดการซื้อ หรือซื้อเพิ่มค่ะ

5. Data-Driven Marketing เพื่อการกระตุ้นให้ซื้อซ้ำ หรือใช้บริการเว็บไซต์ของเราอีกครั้ง

หากคุณมีข้อมูลของลูกค้าเก่าที่เคยซื้อของจากเว็บไซต์ไป หรือมีข้อมูลของคนที่สนใจและ

กำลังตัดสินใจในการซื้อสินค้าบางอย่างแล้ว  ทำไมคุณไม่ลองมองกลุ่มคนเหล่านี้อีกครั้ง

ด้วยการทำ Data-Driven Marketing ล่ะคะ? ซึ่งการทำการตลาดให้คนที่เคยซื้อสินค้า หรือ

คนที่เคยเข้าเยี่ยมชม ค้นหาข้อมูลเพราะเกิดความสนใจ ได้กลับมาหาคุณอีกครั้งนี้ เรียกว่า

Retargeting นั่นเองค่ะ

Retargeting เป็นส่วนสำคัญของการตลาดดิจิทัล และเป็นแคมเปญหนึ่งที่ต้องอาศัยข้อมูลใน

การทำ ยกตัวอย่างการทำ Retargeting เช่น บริษัทสกีสามารถส่งข้อเสนอให้กับลูกค้าที่เพิ่ง

ซื้อสกีไป จูงใจให้กลุ่มลูกค้าเหล่านี้ซื้อสินค้าเกี่ยวกับสกีเพิ่มเติมได้อีก หรือสามารถขาย

สินค้าบริการอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องได้ อย่างคอร์สเรียนสกี ที่พักแรม ตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น เรียก

ได้ว่าทำการตลาดให้ “ซื้อแล้ว ซื้ออีก” นั่นเองค่ะ

 

Retargeting ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ของการใช้ DATA หรือข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อทำการตลาดให้เกิดประโยชน์

 

6. Optimized Paid Search : นำมาใช้ในเรื่อง SEO & SEM

การทำ SEO และ SEM สิ่งสำคัญคือการเลือกคีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ หรือเป็นที่นิยม

ในการใช้เพื่อค้นหา ซึ่ง Data-Driven Marketing สามารถเข้ามาช่วยให้เราทำงานด้าน

SEO และ SEM ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลของคีย์เวิร์ด

นั้น ๆ เพื่อดูว่ามันได้รับความนิยมหรือไม่ รวมทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้เป็น

แนวทางในการชิงตำแหน่ง SEO เป็นต้น

นอกจากนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับ “Keyword” นี้ สามารถนำมาใช้กับการเขียน Headline ของ

บทความ เนื้อหาของบทความได้อีกด้วย ยิ่งถ้าเรามีข้อมูล คือรู้ว่าคีย์เวิร์ดใดที่คนใช้ค้นหา

มากที่สุดและตรงกับสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ แล้วนำมาใช้ในการเขียน ข้อมูลนี้ก็จะมี

ประโยชน์อย่างมากในการเพิ่มปริมาณการชมเว็บไซต์ (Traffic) ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสที่พวก

เขาจะเข้ามาเห็นสินค้า และบริการของเรามากขึ้นด้วย โดยตัวอย่างเครื่องมือสำคัญที่ช่วย

ค้นหา Keyword ที่เราสามารถใช้ในการทำ Data-Driven Marketing ก็ได้แก่

Google Trend เป็นเครื่องมือที่ใช้ดูแนวโน้มการค้นหาของ Keyword นั้น ๆ ว่าถูกใช้ค้นหา

บน Google บ้างหรือไม่ มีแนวโน้มเป็นอย่างไร ถ้ามีปริมาณการค้นหาที่มากขึ้นเรื่อย ๆ หรือ

เมื่อลองเทียบกับ Keyword อื่น ๆ แล้วมีปริมาณการค้นหามากกว่า เราก็สามารถใช้

Keyword นั้นกับการเขียนคอนเทนต์ของเราได้

Google Keyword Planner เป็นเครื่องมือในการค้นหา Keyword ที่ละเอียดขึ้นมาอีกขั้น ซึ่ง

เหมาะสำหรับการทำ Data-Driven Marketing  โดยจะแสดงข้อมูลต่าง ๆ ดังนี

Search Terms  คือ keywords ที่คุณค้นหา

Monthly Searches  คือ ค่าเฉลี่ยในการค้นหาต่อเดือน

Competition  คือ คู่แข่งที่ใช้ keywords เดียวกับคุณ

Suggested Bid คือ ค่าใช้จ่ายของ keywords ต่อ 1 การคลิก

 

7. Data-Driven Marketing เพื่อการกำหนดเป้าหมายของแคมเปญในช่องทางอีเมล

เทคโนโลยีทางการตลาดสามารถช่วยคุณรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็นในการสร้างกลุ่ม

ลูกค้าที่แตกต่างกัน และด้วยฐานข้อมูลนี้เอง ทำให้คุณสามารถสร้างแคมเปญอีเมลที่มุ่งเน้น

ไปที่ความต้องการและความสนใจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะได้ ตามหลักของการใช้

Data-Driven Marketing ซึ่งข้อมูลนี้ไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องการส่งอีเมลแบบอัตโนมัติได้ดี

ขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนข้อความให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละรายและทุก

คนที่คุณส่งไปได้

DATA จะช่วยให้เราสามารถจัดกลุ่มคน และส่งข้อมูลที่เฉพาะกับกลุ่มนั้นๆแบบอัตโนมัติได้

ด้านล่างเป็นตัวอย่างพื้นฐานการใช้ Data-Driven Marketing เพื่อทำ Email Marketing จะ

สังเกตเห็นว่า มีการแบ่งลักษณะของเนื้อหาที่ส่งตามพฤติกรรมของสองกลุ่มที่ต่างกันในขั้น

นั้น ๆ จะเห็นว่าในขั้นที่สาม ถูกแบ่งตามพฤติกรรมการคลิก ถ้าผู้ใช้งานอีเมลกดเปิดลิงก์ดัง

กล่าว อีเมลจะดำเนินการต่อตามแผนผังในด้านซ้ายคือเข้าสู่ขั้นตอนการโหลด แต่ถ้าผู้ใช้

งานไม่กดลิงก์ อีเมลจะดำเนินการตามแผนผังด้านขวา คือรอตามระยะเวลาที่กำหนดก่อน

แล้วค่อยส่งอีเมลอีกครั้ง ซึ่งการดำเนินการนี้ เป็นไปแบบอัตโนมัติ

และนี่คือภาพรวมแนวทางการนำข้อมูลในการทำ Data-Driven Marketing  ที่นักการตลาด

เจ้าของธุรกิจ มักนำไปใช้ประโยชน์กับการทำการตลาดออนไลน์ หวังว่าบทความนี้จะเป็นไอ

เดียให้กับใครที่กำลังมีข้อมูลอยู่ล้นมือ แต่ไม่รู้จะนำไปใช้ทำการตลาดอย่างไรดี ให้มี

แนวทาง หรือมีจุดเริ่มต้นเล็กของการนำข้อมูลไปพัฒนาการตลาดให้ดีขึ้นต่อไปได้ค่ะ

 

ทำ marketing online

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *